กิจกรรม KM ของกรม : การถอดบทเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหมู่บ้านเพื่อใช้ในงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ข่าวประชาสัมพันธ์

กิจกรรม KM ของกรม : การถอดบทเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหมู่บ้านเพื่อใช้ในงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น.  น.ส. อังสนา สีหพิทักษ์ รอง ผอ. สพร. เข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “การถอดบทเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหมู่บ้านเพื่อใช้ในงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา” ตามกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรและปรับปรุงวัฒนธรรมองค์การ สพร. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ โดย รศ.ดร. อดุลย์ อภินันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย อ. ดร. พิสมัย ประชานันท์ ผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และพ่อคำเดื่อง ภาษี ประธานเครือข่ายปราชญ์ เป็นผู้บรรยายและร่วมแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สพร. ที่สนใจเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ๔ สพร. 


ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สพร. ร่วมระดมกองบุญ 
๑ บาท สร้างชาติ กู้โลก

รศ.ดร. อดุลย์ อภินันทร์ เป็นผู้บรรยาย


อ.ดร. พิสมัย ประชานันท์ เป็นผู้บรรยาย

พ่อคำเดื่อง ภาษี เป็นผู้บรรยาย

         ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะ  เป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืน ของการพัฒนา โดยความพอเพียงนั้น หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และต้องประกอบไปด้วยสองเงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดความสมดุล มั่นคง ยั่งยืน
 
         ในโอกาสดังกล่าว ท่านรองอังสนาฯ ได้อธิบายความหมายว่าเศรษฐกิจพอเพียงถ้าพูดในระดับที่ไม่ได้ใช้ภาษาทางวิชาการ เศรษฐกิจ คือ ความเป็นอยู่ และคำว่าพอเพียงคือ ให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงโดยให้ดูปัจจัยแวดล้อม ดูเหตุดูผล การที่เราจะสามารถทำตัวเองให้อยู่แบบมีความสุข และดีตามอัตภาพต้องอาศัยสติปัญญาในการวิเคราะห์ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ตัวเราเองมีศักยภาพอย่างไร และดีพอหรือไม่ ถ้าไม่ดีพอ อันนั้นถือว่าไม่พอเพียง เราจะต้องตั้งเป้าหมาย มีความอุตสาหพยายามที่จะต้องทำให้ดีขึ้น เพื่อให้อยู่ในมาตราฐานที่คิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข แต่ถ้าตั้งเป้าหมายสูงเกินไปอาจจะเกินความสามารถของตนเองที่จะหามาได้อาจจะไม่เหมาะกับสภาพ แวดล้อมนั้น ทำให้เห็นว่านอกจากจะไม่มีความสำเร็จแล้วอาจจะทำให้ทุกข์ยิ่งขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันคนที่มีกินมีใช้เกินพอถ้าไม่มีสติปัญญา ไม่มีทัศนะคติที่ดี ก็อาจจะใช้ชีวิตไปในทางที่ตกต่ำ นอกจากการที่เรามีสติ ปัญญา มีทัศนะคติ มีการวินิจฉัยสิ่งเหล่านี้ สติปัญญาเกิดขึ้นมากับตัวเราและเสริมสร้างได้ เพราะฉะนั้นความรู้การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านระดับไหน ตั้งแต่เล็กจนแก่ตายการศึกษาสามารถมีได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าสนใจจะเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องเข้าโรงเรียน เมื่อเห็นอะไรเจออะไรจะต้องนำมาคิดวิเคราะห์ เข้ากับศาสนาพุทธที่ว่าเมื่อคนเรา   มีสติและปัญญาก็จะเกิดซึ่งใช้ได้กับทุกคนทุกประเภทอยู่แล้ว
 
        นอกจากนี้ผู้บรรยายยังได้กล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ การสร้างเครือข่ายและขยายผล แนวทางการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจ แนวทางการถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา ถ่ายทอดองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน และสร้างกิจกรรมด้านการเกษตรและชุมชนให้ดีขึ้นภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเน้นการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง (Learning by Doing)  ทั้งนี้ พ่อคำเดื่อง ซึ่งเป็นผู้ร่วมแลกเปลี่ยนกล่าวถึงผลสรุปกิจกรรมเครือข่ายปราชญ์การขับเคลื่อนจังหวัดบุรีรัมย์เมืองน่าอยู่ต้องเป็น ๑) อุดมสมบูรณ์ ๒) มั่นคง ๓) มั่งคั่ง และ ๔) อนาคตมีลูกหลานดูแลต่อไป พร้อมทั้งยกตัวอย่าง เช่น ระดมกองบุญ ๑ บาท สร้างชาติ กู้โลก เป็นต้น
 

ไฟล์แนบ