ข่าวและกิจกรรม : รมว.กต. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับต่างประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ข่าวสาร | กิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม : รมว.กต. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับต่างประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับต่างประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ โดยมี  นายเจษฎา กตเวทิน และนายสุนทร ชัยยินดีภูมิ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ น.ส. ภัทรัตน์ หงษ์ทอง อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ นางศศิธร ว่องวีรโชติกิจ รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ คณะกรรมการจากกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 24 หน่วยงาน  เข้าร่วมประชุม ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ 
 
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการนี้ หลังจากที่คณะรัฐมมตรีมีมติเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับต่างประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน คณะกรรมการนี้เป็นกลไกหลักที่สำคัญในการวางแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเชิงบูรณาการในรูปแบบทีมประเทศไทยเพื่อให้ตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างแท้จริง 
 
สำหรับวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณานโยบายและทิศทางการรับและให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวิชาการของประเทศไทยให้สอดคล้องกับศักยภาพและผลประโยชน์ของไทย รวมถึงรูปแบบและคู่ร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ เป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อพิจารณานโยบายสำหรับทิศทางในอนาคต จะทำอย่างไรเพื่อให้บทบาทการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของไทย เกิดประโยชน์สูงสุด และตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้กรมความร่วมมือฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบแนวทางการขับเคลื่อนแผนงานความร่วมมือฯ กับประเทศและกรอบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 
 
ที่ประชุมรับทราบว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๑ มีมูลค่าการดำเนินงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย อยู่ระหว่าง ๑,๑๔๙.๕๖ – ๗,๑๐๔.๒ ล้านบาท โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ มีมูลค่าสูงสุด คือ ๗,๑๐๔.๒๐ ล้านบาท สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๑ มูลค่าการให้ความช่วยเหลือของประเทศไทย (ODA) รวม ๔,๕๖๑.๗๘ ล้านบาท แบ่งเป็นเงินบริจาคให้องค์การระหว่างประเทศ จำนวน ๒,๔๕๒.๓๒ ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ ๕๔  เป็นเงินให้เปล่าและความร่วมมือทางวิชาการจำนวน ๑,๖๖๒.๔๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๖ และเงินกู้จำนวน ๔๔๗.๐๑ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๑๐  
 
สำหรับการดำเนินงานโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นการดำเนินงานโครงการใน  ๔ ภูมิภาคทั่วโลก จำนวนโครงการ ๘๗ โครงการ เป็นโครงการทวิภาคี ๗๙ โครงการ และ ไตรภาคี ๘ โครงการ ใน ๑๕ ประเทศคู่ร่วมมือ  ให้ทุนฝึกอบรมหลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติประจำปี จำนวน ๕๙๓ คน จาก ๑๑๑ ประเทศ และทุนศึกษานานาชาติประจำปี  ๔๐ คน จาก ๑๘ ประเทศ  นอกจากนี้ มีทุนการศึกษาตามคำขอ จำนวน ๑๐๗ คน จาก ๑๑ ประเทศ  และทุนอบรมตามคำขอ ๒๔๔ คน จาก ๒๑ ประเทศ  และมีอาสาสมัครเพื่อนไทยปฏิบัติงานใน ๕  ประเทศ รวมจำนวน ๓๔ คน 
 
ในด้านเงินกู้ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA  ในปี ๒๕๔๘ – ๒๕๖๑   โดย  NEDA  ได้มีความร่วมมือในด้านการเงินใน ๗ ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ภูฏาน ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต รวมจำนวน ๗๘ โครงการ มูลค่ารวม ๑๗,,๕๙๑.๓๓ ล้านบาท จำนวน ๗๘ โครงการ  โดยเป็นความช่วยเหลือด้านการเงิน (เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน) จำนวน  ๒๔ โครงการ เป็นเงิน ๑๗,๒๙๒.๗๘ ล้านบาท  การพัฒนาบุคลากรโดยการอบรม จำนวน ๔๐๖ คน รวม ๓๖ โครงการ มูลค่า ๒๓.๒๙ ล้านบาท  และความร่วมมือทางวิชาการจำนวน ๑๙ โครงการ มูลค่า ๒๗๕.๒๖ ล้านบาท สำหรับสาขาความร่วมมือในปัจจุบันมี ๔ สาขา ได้แก่ สาขาความเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคม  ด้านพลังงาน การพัฒนาเมือง และพัฒนาบุคลากร โดยในระยะแรกนั้น โครงกาจะอยู่ในประเทส สปป.ลาว จำนวนมากที่สุด คือ ๓๐ โครงการ มูลค่า ๑๔,๐๘๘.๘๒  ล้านบาท รองลงมาคือ กัมพูชา จำนวน ๖ โครงการ มูลค่า ๓.๑๔๑.๓๒ ล้านบาท   และเวียดนาม 
 
การขับเคลื่อนภารกิจความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) และแผนแม่บทด้านการต่างประเทศ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) และวาระโลกเรื่องบรรลุเป้าหมาย SDGs ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ และมีกลไก/รูปแบบการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอตลอดกระบวนการบริหารแผนงานความร่วมมือกับแต่ละประเทศ 
 
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยเป็นการดำเนินการโดยอยู่บนพื้นฐานศักยภาพ ประสบการณ์ งบประมาณ และกำลังคน ของไทยในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง  การแสดงบทบาทไทยในฐานะหุ้นเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ถือเป็น soft power diplomacy อย่างหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีสมดุลระหว่างการพัฒนาภายในประเทศและการสร้างสถานะในเวทีระหว่างประเทศ ให้มีความพอดีและเหมาะสม จึงเห็นว่าต้องสอดรับกับนโนยบายการต่างประเทศไทย โดยยึดแผนแม่บทด้านการต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์ 5s 5 มี เป็นหลักในการดำเนินงาน  กล่าวคือ 
(๑) “มี” ความมั่นคง (Security) –เสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับรัฐกับประเทศต่าง ๆ และความเข้าใจ/ทัศนคติเชิงบวกในระดับประชาชน  ซึ่งจะสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงระยะยาว
(๒) “มี” ความยั่งยืน (Sustainability) – สนับสนุนกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศต่างๆ และส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านรูปแบบและประสบการณ์ของไทย  
(๓) “มี” มาตรฐานสากล (Standard) – เสริมสร้างกระบวนการพัฒนาของไทยมีมาตรฐานมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาแนวปฏิบัติ
ที่ดีของไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนและทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนต่าง ๆ  และให้เป็นที่ยอมรับและปรับใช้ในเวทีระหว่างประเทศ 
(๔) "มี"”สถานะและเกียรติภูมิ (Status) – เสริมสร้างสถานะของไทยในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระดับโลกในฐานะผู้ให้ (provider) และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในเวทีระหว่างประเทศ 
(๕) “มี” พลัง (Synergy) – ส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วน หน่วยงาน/ภาคเอกชน/ภาคประชาสังคมของไทยและองค์การระหว่างประเทศ ให้เกิดความเข้มแข็งและการขยายเครือข่าย
 
สำหรับการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ คาดว่าจะจัดประมาณเดือนกันยายน ๒๕๖๓