บทความทั่วไป : การสรรหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕  “Financing for Development: Post 2015”  บทความ/เผยแพร่

บทความทั่วไป : การสรรหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ “Financing for Development: Post 2015”

       


          World Bank Group (WBG) ได้เผยแพร่เอกสารผลการวิเคราะห์ “Financing for Development: Post 2015” เพื่อนำเสนอแนวทางการสรรหาเงินทุนเพิ่มเติมรูปแบบอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาภายใต้วาระแห่งการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยเอกสารประกอบด้วยสาระสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้

           ๑. องค์ประกอบเพื่อการบรรลุเป้าหมายวาระแห่งการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕
                ๑.๑ โครงสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ควรประกอบด้วย (๑) เป้าหมายการพัฒนาที่ประเทศต่างๆ ยอมรับร่วมกัน และ (๒) วิธีการระดมและจัดสรรเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการพัฒนา อาทิ ภาคเอกชน รัฐบาล ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมซึ่งมูลนิธิของนายบิล เกทส์ได้รายงานการคาดการณ์มูลค่า ODA ต่อที่ประชุม G-20 เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๑ ซึ่งย้ำถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือและความจำเป็นของประเทศผู้ให้รายเดิมในการผูกพันตนในการให้ความช่วยเหลือว่า นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เป็นต้นไป กลุ่มประเทศผู้ให้รายเดิมน่าจะต้องใช้เงินเพิ่มอีกประมาณแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในขณะที่กลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD น่าจะต้องให้เงินช่วยเหลือประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
               ๑.๒ นโยบายและองค์กรระดับสถาบันที่ดี เป็นตัวขับเคลื่อนความคืบหน้าและประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านการพัฒนาซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนการพัฒนา เช่น การเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายทางการคลัง หรือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนา
              ๑.๓ การระดมทุนเพื่อสร้าง Global Public Goods เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความท้าทายระดับประเทศและระดับสากล อาทิ การคิดค้นเวชภัณฑ์เพื่อการรักษาโรคติดต่อ ระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้างและโปร่งใส การเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีสากลเพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทการพัฒนาภายในประเทศ ข้อมูลทางสถิติที่เป็นระบบเพื่อสนับสนุนการประเมินการดำเนินงานเพื่อการพัฒนา
 
           ๒. แนวทางการสรรหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาในประเทศผู้รับความช่วยเหลือ
               ๒.๑ การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีภายในประเทศ เพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เช่น การขยายฐานผู้มีเงินได้เสียภาษีให้กว้างขึ้น การวางแผนปรับปรุงและลงมือบริหารจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส เป็นต้น
               ๒.๒ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสนับสนุนกระบวนการเจรจาให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทข้ามชาติที่สนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมขุดเจาะทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรแร่ธาตุปริมาณสามารถจัดสรรเงินค่าภาคหลวงบางส่วนเพื่อลงทุนพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่งคั่งในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ด้วย 
               ๒.๓ การปฏิรูปรายจ่ายและการลงทุนโดยภาครัฐเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การลดการให้เงินอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพราะคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้รับประโยชน์น้อยกว่ากลุ่มคนที่มีฐานะดีกว่า การปรับปรุงวิธีการจัดซื้อการจัดจ้างโดยภาครัฐเพื่อนำไปสู่การลดค่าใช้จ่าย การปฎิรูป การบริหารรัฐกิจและรัฐวิสาหกิจเพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ และการปฏิรูปการบริหารการเงินภาครัฐซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจในการระดมเงินทุนจากประเทศผู้ให้และแหล่งเงินทุนอื่นๆ
               ๒.๔ การยับยั้งเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย เช่น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุโดยส่งเสริมระบอบการปกครองประเทศให้มีความโปร่งใส พัฒนาระบบการจัดการภาษีให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศให้เป็นที่น่าดึงดูด เป็นต้น หรือการแก้ไขปัญหาโดยตรงเพื่อลดกระแสเงินผิดกฎหมายที่ไหลเข้าประเทศ เช่น การบังคับให้บริษัทข้ามชาติเปิดเผยแหล่งที่มาของรายได้และค่าใช้จ่าย การเพิ่มความพยายามเพื่อการปราบปรามการฟอกเงิน และการเพิ่มความเข้มงวดกฎระเบียบต่อแหล่งพักภาษี เป็นต้น 
 
           ๓. แหล่งเงินทุนให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในปัจจุบัน
               ๓.๑ แหล่งผู้ให้เงินทุนความช่วยเหลือรายใหม่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาคือ 
                  (๑) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการการให้ความ
ช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของ OECD (OECD Non-DAC member) แต่ค่อนข้างมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาระหว่างประเทศอาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ ซาอุดิอารเบีย ตุรกี จุดมุ่งหมายการให้ความช่วยเหลือของผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหม่มักเน้นการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศตน เช่น การให้เงินกู้แบบผ่อนปรนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เป็นต้นภาพรวมของมูลค่าการให้ความช่วยเหลือจากประเทศในกลุ่มนี้ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ คิดเป็นร้อยละ ๑๐ – ๑๕ 
                  (๒) กิจกรรมเพื่อการกุศลโดยมหาเศรษฐีระดับโลกซึ่งมีแนวโน้มให้ความช่วยเหลือ กับประเทศที่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การทำกิจกรรมการกุศลแบบใต้-ใต้ (South-South philanthropic flows) ระหว่างประเทศในกลุ่มอาหรับ รวมถึงกองทุนเพื่อการดำเนินงานที่ระบุพันธกิจการพัฒนาอย่างชัดเจน (Vertical Fund) เช่น Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis, and Malaria ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๒ เป็นต้น
                  (๓) แหล่งที่สามารถสนับสนุนภารกิจการพัฒนาระหว่างประเทศโดยสามารถสรรหาเงินทุนเพิ่มเติมจากช่องทางปกติได้ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ภาคเอกชนที่สนใจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น
               ๓.๒ การเพิ่มประสิทธิผลของความช่วยเหลือมีความสำคัญต่อการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาเพราะเป็นปัจจัยดึงดูดแหล่งเงินทุนใหม่เพิ่มเติม โดยเน้นให้ประเทศผู้รับความช่วยเหลือตระหนักถึงการเป็นเจ้าของภารกิจด้านการพัฒนา การเน้นความโปร่งใสและมุ่งผลลัพธ์จากการพัฒนา นอกจากนี้ ในเวทีหารือเกี่ยวกับ Global Partnership for Effective Development Co-operation (GPEDC) ที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุม the 4th High Level Forum on Aid Effectiveness in Busan เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๑ ได้มีผู้แทนจากประเทศผู้ให้รายเดิม ประเทศผู้ให้รายใหม่ ประเทศผู้รับ ประเทศที่เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ ภาคเอกชน องค์การมหาชน และรัฐสภาประเทศต่างๆ เข้าร่วมซึ่งสะท้อนถึงการเห็นความสำคัญต่อการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของความช่วยเหลือ
 
           ๔. แนวทางการสรรหาเงินทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ 
เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDIs) เป็นความช่วยเหลือจากภาคเอกชนซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผู้รับในช่วงที่ผ่านมา และการระดมเงินทุนระยะยาวจากภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศผู้รับจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างผู้ลงทุนเอกชนที่นิยมลงทุนระยะสั้นขณะที่การพัฒนาโครงการต้องอาศัยเงินทุนระยะยาว และความไม่มั่นใจของผู้ลงทุนเอกชนที่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องอาศัยเงินทุนระยะยาวจะเป็นประเด็นท้าทายที่ต้องใช้ความพยายามเพื่อลดอุปสรรค โดย WBG ได้เสนอแนวทางเพื่อกระตุ้นการระดมเงินทุนภาคเอกชน ดังนี้
                ๔.๑ การให้ภาครัฐมีส่วนร่วมสนับสนุนภาคเอกชน ได้แก่ การปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น อาทิ ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายการเงินภาครัฐ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การปฏิรูปกระบวนยุติธรรม การใช้เงินจากภาครัฐที่ผ่านการอนุมัติแล้วเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการดำเนินโครงการ หรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนเพื่อเตรียมการดำเนินโครงการ
                ๔.๒ ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศที่สนับสนุนเอกชนที่กู้เงินดำเนินโครงการ เช่น การระดมเงินทุนโดยการหาหุ้นส่วนทางการเงินมาร่วมออกเงินกู้กับธนาคารเพื่อการพัฒนาซึ่งมีความน่าเชื่อถือทางการเงินอยู่แล้ว การใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เช่น ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้คำปรึกษาในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้มูลค่าต้นทุนทางการเงินลดต่ำลง นอกจากนี้ WBG อยู่ในระหว่างการพิจารณาทบทวนเงื่อนไขเพื่อจัดตั้ง Global Infrastructure Facility (GIF)
 
            ๕. แหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ที่เป็นไปได้ในอนาคต 
                ๕.๑ เงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว มีแหล่งที่สามารถระดมเงินทุน ดังนี้
                        (๑) ตลาดตราสารหนี้ เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ระหว่างประเทศซึ่งประเทศกำลังพัฒนาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๙ เป็นต้นมาเนื่องจากกระแสเงินทุนได้ไหลออกจากประเทศพัฒนาแล้วไปแสวงหาอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นสืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินและใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถดถอยในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้คาดว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีระดับความน่าเชื่อถือทางการลงทุนในระดับ Investment Grade หรือสูงกว่ามีแนวโน้มว่าการระดมทุนผ่านตราสารหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนภายในประเทศสำหรับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่สนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในการลงทุนย่อมขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของนโยบายประเทศ ความมุ่งมั่นในการดำเนินนโยบาย และสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม
                        (๒) นักลงทุนระดับสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันชีวิต กองทุนรวมต่างๆ หรือ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งซึ่งสามารถเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาได้ นักลงทุนระดับสถาบันยังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่าร้อยละ ๑ เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการทำกำไรและความคุ้มค่าความเสี่ยง นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ กำลังปฏิรูปและพัฒนาระบบการบริหารเงินบำเหน็จบำนาญเพื่อระดมเงินสกุลท้องถิ่นสำหรับการลงทุนในระยะยาวเพื่อการพัฒนาในปัจจุบันอีกด้วย
                        (๓) กลุ่มคนย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากในต่างประเทศ ได้มีการประมาณมูลค่าว่า กระแสเงินจากคนกลุ่มนี้ที่ส่งเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นมูลค่ามากกว่าสามเท่าของ ODA ดังนั้น ควรมีมาตรการลดต้นทุนการดำเนินการส่งเงินเข้าประเทศ เช่น การออกกฎระเบียบลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศซึ่งพบว่าค่อนข้างสูงในบางประเทศกำลังพัฒนา การส่งเสริมบรรยากาศการแข่งขัน ความโปร่งใส และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศ
                ๕.๒ การพัฒนาภาคการเงินและการให้บริการทางการเงินสำหรับ SMEs ซึ่งสถาบันการเงินสามารถสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมทุกภาคส่วนผ่านการระดมเงินออมและจัดสรรเงินออมเพื่อการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในภาค SMEs ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากช่วยสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชากร แต่โดยที่ SMEs ของประเทศกำลังพัฒนามักขาดการจัดทำรายงานทางการเงินที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีมูลค่าสินทรัพย์กิจการที่จำกัดจึงมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการทางการเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินทุนมาขยายกิจการต่อในเวทีGlobal Partnership for Financial Inclusion (GPFI) ซึ่งมีสมาชิกจากประเทศทั้งในและนอกกลุ่ม G-20 และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เสนอแนวทางการพัฒนาภาคการเงินเพื่อเกื้อหนุน SMEs อาทิ การปฏิรูปกฎระเบียบและปรับปรุงโครงสร้างตลาดทางการเงิน การพัฒนานวัตกรรมการให้บริการทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนขยายกิจการที่มีต้นทุนต่ำลง การให้บริการและการส่งเสริมการประสานงานข้อมูลด้านสินเชื่อระหว่างสถาบันทางการเงิน ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกื้อหนุนการให้บริการทางการเงินแก่ SMEs ได้แก่ สถาบันให้สินเชื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
                ๕.๓ ตัวอย่างการระดมทุนเพื่อการพัฒนาแบบใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น (๑) ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งมีช่วยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด (๒) International Finance Facility for Immunization (IFFIm) ซึ่งประเทศผู้บริจาคออกตราสารหนี้ระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนให้บริษัทยานำไปใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโรค (๓) ข้อตกลงแลกเปลี่ยนระหว่างการให้สิทธิในการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติกับโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสามารถใช้งานได้ทันที เช่น การสร้างถนน เขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการโทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งโดยมากมักจะพบรูปแบบนี้ในประเทศแถบแอฟริกา



 สถิติจากธนาคารโลกรายงานว่าการให้ความช่วยเหลือในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ คิดเป็นมูลค่า ๑๓๓,๐๓๙,๔๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ 
 
ส่วนวางแผนและติดตามผลการให้ความร่วมมือกับต่างประเทศ
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๗
 


 

 

ไฟล์แนบ