บทความทั่วไป : OECD กับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความ/เผยแพร่

บทความทั่วไป : OECD กับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

             
 
เขียนโดย น.ส.สายัณห์ กองโกย ส่วนให้ความร่วมมือฯ 1
เรียบเรียงโดย ส่วนวางแผนและติดตามผลความร่วมมือกับต่างประเทศ
 
 
              OECD ได้จัดสัมมนาเกี่ยวกับ AidEffectiveness & Regional EconomicIntegration ภายใต้หัวข้อเรื่อง Challengesin Cooperation and Communication forDevelopment in Southeast Asia ระหว่างวันที่ 26-28เมษายน 2553 โดยจัดร่วมกับ Ministry of Planning and Investment ของเวียดนาม, Ministry of Foreign Affairs of Japan, Ministry Foreign Affairs and Trade of Korea และ มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก AusAid (เวียดนาม), สอท.เบลเยียม, CDC (กัมพูชา), อินโดนีเซีย, KOICA,JICA, กรมความร่วมมือ สปป.ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย (สพร., สพพ.) การสัมมนาจัดขึ้นโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเห็นถึงประโยชน์ของประสิทธิผลของความร่วมมือ (Aid Effectiveness) ในการสนับสนุนการรวมตัวทาง เศรษฐกิจของอนุภูมิภาคอันเนื่องมาจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน พร้อมทั้งสำรวจการ สื่อสารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเพื่อเตรียมวาระ เพื่อการประชุม High Level Forum on Aid Effectivenessที่กรุงโซลในปี 2554
           
 
              เหตุผลหลักที่ OECD ให้ความสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการเลือกหัวข้อการสัมมนาข้างต้นกับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia –SEA) เนื่องจากเป็นภูมิภาคดังกล่าวมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีการรวมตัวกันในภูมิภาคทั้งยังมีกลไกในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคอย่างเข้มแข็ง เช่น South – South Cooperation, Economic Integration,ASEAN + 3, + 6 และความร่วมมือ ในกรอบเล็กๆ อีกหลากหลายที่ส่งเสริมความร่วมมือในกรอบใหญ่ และเมื่อมีวิกฤติทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นภูมิภาค SEAกลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ทางอเมริกากลาง แอฟริกา แม้แต่ EU ซึ่งยังไม่มีกลไกดังกล่าวจึงนับเป็น Good Success Story ที่ OECD จะเสนอให้เป็นSession หนึ่งของ HLF4 ที่กรุงโซล โดย OECD โดยอาจจัดให้มีการสัมมนาย่อยอีก 1 ครั้งก่อนการประชุม HLF4 ในเดือนตุลาคม 2554 เพื่อให้ประเทศสมาชิกในเอเชียได้หารือและตกลงถึงข้อมูลของอนุภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับ EconomicIntegration กับ Aid Effectiveness, South – SouthCooperation กลไกการดำเนินงานที่เป็น Dynamics และผลการดำเนินงานที่จะนำมาใช้ในการประชุม HLF 4อย่างไรก็ดี จากการสัมมนาข้างต้นผู้แทนจากหลายประเทศเห็นว่าการดำเนินงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแบบบูรณาการจะสามารถช่วยให้เกิด Aid Effectiveness ที่ส่งผลต่อการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งช่วยให้สามารถระบุถึงปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวอย่างได้ผล เช่น การใช้ทรัพยากรของตนเองเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งด้านพลังงาน การผลิตเพื่อส่งออก ตลอดจน
 
             งานวิจัยเพื่อส่งเสริมกำลังการผลิตและการตลาดให้สนองต่อความต้องการในภูมิภาคได้เพียงพอ อย่างไรก็ตามการผลักดัน Aid Effectiveness ให้เกิดประสิทธิผลจริงๆจะต้องมี Political Commitment ร่วมด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าความร่วมมือแบบ North - South Cooperation (NSC) แตกต่างจาก South – South Cooperation (SSC) เนื่องจาก SSC มี Correlations มากกว่า และต้องการความเข้มแข็งที่เป็นเอกภาพ(Consolidate) ในการร่วมมืออย่างแท้จริง จึงต้องการตัวอย่าง และได้เสนอให้ไทยเป็นเจ้าภาพในการรวบรวม Success Case Story เพื่อนำเสนอที่ HLF 4 พร้อมทั้งระบุถึงปัจจัยสำคัญในความสำเร็จที่ แสดงถึง Aid Effectiveness ตามหลักการของ Paris Declaration
 
             ประเด็นทีเกี่ยวกับ Paris Declaration ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นระหว่างหารือกลุ่มย่อยและมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ประเด็นเรื่อง Ownership 1 กับประเด็นเรื่อง Alignment 2 โดยที่ประชุมต่างเห็นพ้องว่า Ownership ควรแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับนโยบาย กับระดับปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Paris Declarationเป็นหลักการที่เกิดจากกลุ่มประเทศผู้ให้ (Provider) แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ากลุ่มประเทศผู้รับ (Recipient) ยอมรับหลักการดังกล่าว หรือได้คำนึงถึงศักยภาพของผู้รับในการนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติหลายคนยังเห็นว่าการใช้ Paris Declaration ไม่ง่ายนักในอนุภูมิภาค เนื่องจากแหล่งผู้ให้รายใหญ่ ยังไม่
             ต้องการยกเลิกอำนาจตนเอง และผู้รับต้องดำเนินการตามนโยบายแหล่งผู้ให้ ตัวอย่างคือ ADB สนับสนุนงบประมาณโครงการขนส่งทางบกในกลุ่มประเทศ CLMVโดยผู้รับจะต้องทำตามนโยบายของ ADB ถ้าจะเปลี่ยนแปลงกฎต้องให้สมาชิก 63 ประเทศเห็นชอบก่อนนอกจากนี้ ยังมีปัญหาความซ้ำซ้อน เนื่องจากแต่ละประเทศมีหลักการและกฎ ระเบียบ ของตนเอง อีกทั้งการให้ความร่วมมือยังกระจัดกระจายไม่มีการเชื่อมโยง และแหล่งผู้ใหห้ ลายแหล่งยังไม่ม่นั ใจที่จะมอบให้ผู้รับกำกับดูแลความร่วมมือเองทั้งหมดจึงมีความพยายามจะสร้างกรอบความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเพื่อให้อยู่ภายใต้กรอบความตกลงแม่บทเดียวกัน(Umbrella Agreement) ที่จะครอบคลุมการทำงานด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเพื่อการเติบโตของอนุภูมิภาค
             นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกลุ่มย่อยเกี่ยวกับEffective Aid และการปฏิบัติตาม Paris Declarationผู้แทนจากหลายประเทศยังไม่มีความชัดเจนต่อความหมายของ Aid Effectiveness และ South – South Cooperation เช่น เข้าใจว่าการดำเนินงานให้ครบทุกกิจกรรมภายใต้แผนงานของโครงการ ถือว่าบรรลุถึงประสิทธิผลของความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่า การดำเนินงานทุกกิจกรรมตามแผนงานยังไม่ถือว่าแผนงานนั้นมีประสิทธิผล แต่เป็นเพียงการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของโครงการ
             1. Ownership ประเทศผู้รับต้องมีบทบาทนำในการบริหารจัดการและดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศรวมถึงการประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผ่านการหารือกับแหล่งความร่วมมือและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน
             2. Alignment การให้ความช่วยเหลือที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศคู่ร่วมมือและต้องใช้ประโยชน์จากระบบการบริหารจัดการที่ประเทศคู่ร่วมมือหรือประเทศผู้รับมีอยู่ ตลอดจนให้มีการประเมินผลการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
 
             และเกิด Output ของโครงการเท่านั้น การบรรลุประสิทธิผลได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีการประเมินผลภายหลังจากที่การดำเนินโครงการเสร็จสิ้นเพื่อประเมินผล
กระทบเชิงบวกต่อชุมชนหรือผู้รับ โดยที่ต้องสอดคล้องและสนองตอบนโยบายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของประเทศนั้นๆ
 
 
             OECD ได้จัดสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้รับ รวมทั้งระหว่างกลุ่มผู้ให้รายใหม่ เช่น การจัด South–South Cooperation ที่ Bogota ซึ่งได้เสนอให้ SSC เสริมNorth-South Development Cooperation ประเด็นหลักคือ OECD เห็นว่าหลักการของ Paris Declaration ที่เร่งให้เกิด Aid Effectiveness ทั้ง North-South Cooperationและ South-South Cooperation เป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะแหล่งผู้ให้ หรือ ผู้รับ ต้องตระหนักถึงปัจจัยที่จำเป็นและปัญหาแบบองค์รวมนอกจากความสนใจในแง่ของ Aid Effectiveness ที่เชื่อว่าทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล หลายประเทศ ยังให้ความสนใจไทยในฐานะที่มีประสบการณ์ทั้งเป็นผู้รับและผู้ให้ โดยเฉพาะ JICA, KOICA ที่สนใจการดำเนินงานของประเทศไทยในการสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวระหว่างแหล่งผู้ให้เอเชีย และความร่วมมือในลักษณะไตรภาคีเพื่อภูมิภาค ซึ่งแนวทางดำเนินงานของไทยในการผสาน North และ South คือความพยายามสร้างความร่วมมือหุ้นส่วนแบบไตรภาคีกับแหล่งผู้ให้เดิม หรือองค์การระหว่างประเทศต่างๆเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันในอนุภูมิภาคอย่างสมประโยชน์ ซึ่งจะทำทั้งแบบ N-S-S เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย-เยอรมัน-เวียดนาม ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม และแบบ S-S-S เช่น ความร่วมมือไทย-เวียดนาม ในด้าน Vocational Training เพื่อร่วมมือช่วยเหลือกันเองในอนุภูมิภาค

             แม้ว่าวัตถุประสงค์การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการเผยแพร่ข้อมูล SSC แต่จุดที่น่าสังเกตคือยังไม่มีแหล่งผู้ให้ตะวันตกเข้าร่วมสัมมนา เพื่อสร้างความเข้าใจรวมทั้งให้รับทราบปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเป็นการหาข้อมูลของ OECD เพื่อเตรียมการวาระที่เหมาะสม รวมทั้งเนื้อหาสำหรับ การประชุม HLF4 ที่จะจัดขึ้นในกรุงโซลเท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นประเด็นการหารือการบูรณาการความร่วมมือแบบ N-S-S หรือ S-S-C รวมทั้งไม่ได้หวังผลเพื่อการสร้างความเข้าใจในการใช้หลักการ Aid Effectivenessของทั้งการดำเนินงาน N-S-S หรือ S-S-C แต่อย่างใด