บทความทั่วไป : ทำไมประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือกับประเทศอื่น บทความ/เผยแพร่

บทความทั่วไป : ทำไมประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือกับประเทศอื่น

          ท่านเคยสงสัยหรือไม่ ว่า ทำไมประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ทั้งๆ ที่บ้างครั้งประเทศเหล่านั้นมีศักยภาพเทียบเท่าประเทศไทย หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของไทย แต่ทำไมไทยต้องเข้าไปช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเหล่านั้น และความช่วยเหลือของไทยมีในเรื่องใดบ้างประเทศไทยให้อะไรกับประเทศเหล่านั้น และได้รับอะไรตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือหรือไม่
          นับแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาบทบาทการเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาผ่านรูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยน การฝึกอบรม และทุนการศึกษา ความช่วยเหลือของไทยประกอบด้วยเงินให้เปล่า (grant) และเงินกู้ผ่อนปรน (softloan) โดยมีกลุ่มประเทศเป้าหมายหลักอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และ เวียดนาม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการต่างประเทศที่มุ่งให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านด้านการพัฒนา ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของไทยมีคุณลักษณะสำคัญๆ ได้แก่ การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อนบ้าน การส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการของภูมิภาคและอนุภูมิภาค การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาขีดความสามารถ ซึ่งประเทศไทยไดั้ให้ความช่วยเหลือกับประเทศเพื่อนบ้านโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)หลากหลายด้านได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และด้านการเกษตร เพื่อบรรเทาปัญหาจากความยากจนในประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไป ซึ่งเป็นไปตาม MillenniumDevelopment Goals : MDGs โดยมีสมมติฐานร่วมกันว่าหากประเทศเพื่อนบ้านได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้ดีขึ้นแล้ว ย่อมสามารถลดช่องว่างของรายได้ และมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาการข้ามชาติของแรงงานต่างชาติ ที่มักลักลอบเข้ามาประเทศไทยเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภายในประเทศของไทย ทั้งปัญหาด้านอาชญากรรม ปัญหาด้านสังคม ปัญหาแรงงาน ปัญหายาเสพติด และปัญหาอื่นๆ ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย นอกจากนี้กลุ่มคนต่างชาติเหล่านี้อาจเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ( Trafficked in Person) หรือการลักลอบขนคนข้ามชาติ(Smuggling) และส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากกรณีชาวพม่าที่ลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านการโดยสารในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอากาศถึง 54 รายเป็นต้น ทำให้ประเทศไทยต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อมิให้ภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องของสิทธิมนุษยชนต้องถูกกระทบ และประเทศไทยเองต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อดูแลและส่งกลับคนต่างชาติเหล่านี้โดยที่ปัญหาแรงงานอพยพ หรือแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการสกัดกั้น หรือการส่งกลับ เนื่องจากพรมแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นแนวพรมแดนธรรมชาติที่ยากต่อการสกัดกั้น หรือหากมีการส่งกลับกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะหลบหนีเข้ามาในไทยอีก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุดคือการให้ท้องถิ่นหรือประเทศของกลุ่มคนเหล่านั้นมีการพัฒนาทั้งด้านมาตรฐานการครองชีพ สาธารณสุขและสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาเป็นปัญหาในประเทศไทยนอกจากการช่วยบรรเทาปัญหาข้างต้นแล้ว การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนายังสามารถช่วยจัดการปัญหาตามแนวชายแดน และสร้างเสริมผลประโยชน์บริเวณชายแดน ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้เข้มแข็งและลดความหวาดระแวงระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสามัคคีขึ้นในภูมิภาค และสร้างอำนาจในการต่อรองกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในด้านการค้า และการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อีกด้วย
        
          นอกจากนี้ การที่ไทยได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อการพัฒนากับประเทศในภูมิภาคต่างๆ นอกเหนือจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศในแอฟริกา ประเทศในเอเชียใต้กลุ่มประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก โดยการช่วยเหลือดังกล่าว อาจส่งผลโดยตรงให้ประเทศต่างๆ รู้จักประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และเข้ามาเป็นภาคีร่วมสนับสนุนให้ประเทศไทยขึ้นดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ในเวทีโลก ดังเช่น การคัดเลือกคณะกรรมการมรดกโลกที่ผ่านมา ไทยได้รับการสนับสนุนจากประเทศภาคีต่างๆ ทำให้มีผู้แทนได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) คือ นางโสมสุดา ลียะวณิช โดยดำรงตำแหน่งดังกล่าวในระหว่างปี 2552-2556 ทั้งนี้ การขึ้นเป็นคณะกรรมการมรดกโลกของไทยจะทำให้ไทยสามารถผลักดันแหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญๆ ที่โดดเด่นให้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักในระดับสากลเพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเติบโตขึ้นได้อีกทางหนึ่ง หรือ กรณี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World TradeOrganization) ระหว่างปี 2545-2548 ซึ่งการเป็นผู้อำนวยการWTO มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนด้านการค้าการลงทุนของไทยให้อยู่บนความถัดเทียมในการแข่งขันกับต่างประเทศต่อมา ดร.ศุภชัยฯ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) นับแต่ปี 2548 ซึ่งวัตถุประสงค์ของอังค์ถัด คือ 
                เน้นการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าจนสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ทั้งนี้ การขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญของคนไทยนี้นอกเหนือจากการทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยในเชิงการค้าและภาพลักษณ์แล้ว ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้ชาวต่างชาติยอมรับในความรู้ความสามารถของคนไทยในเวทีระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
                จะเห็นได้ว่า การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของไทยข้างต้น ส่งผลกระทบเชิงบวกทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจโดยรวมของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข้ง รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยต่อนานาอารยประเทศอีกด้วยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่ประเทศไทยได้รับจากการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนากับต่างประเทศ