ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา

ODA ของประเทศไทย

ภาพรวมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย

 

          ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Official  Development Assistance : ODA) ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3  ส่วน คือ . ความช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า/ความร่วมมือทางวิชาการ (Grant and Technical Cooperation)  ความช่วยเหลือทางการเงิน หรือเงินกู้ผ่อนปรน (Financial Assistance and Soft Loan)  และเงินบริจาค/เงินสนับสนุนแก่องค์กรพหุภาคีและองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Contribution to International Organizations)

 

 

          การดำเนินงาน ODA ของประเทศไทย รัฐบาลได้จัดตั้ง 2 หน่วยงาน เพื่อกำกับดูแลและบริหารงาน ODA ของประเทศไทย ได้แก่  กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารความร่วมมือทางวิชาการ ส่วนอีกหนึ่งหน่วยงาน คือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)  (Neighbouring Countries Economic Development Cooperation Agency (Public Organization))  หรือ NEDA สังกัดกระทรวงการคลัง  มีบทบาทรับผิดชอบดูแลการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน   

          สำหรับเงินบริจาคนั้น แต่ละหน่วยงานที่มีพันธกรณีที่ได้ผูกพันไว้กับองค์การระหว่างประเทศจะดำเนินการเอง เช่น กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ  เป็นต้น

          ประเทศไทยโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้รายงานข้อมูล ODA ของไทยต่อ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจเเละการพัฒนา (OECD-Organization for Economic Cooperation and development) ทุกปี  ตั้งแต่ปี 2549 (ค.ศ 2006) โดยความสมัครใจ  (voluntary basis)  ซึ่ง OECD กำหนดให้กลุ่มประเทศ donors เท่านั้นที่ต้องรายงาน  ปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของ Development Assistance Committee/ OECD หรือ Non-DAC และ OECD ยังคงจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศผู้รับในกลุ่มประเทศ Upper-Middle Income Country แต่ OECD ได้มีการบันทึกข้อมูลการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศของไทยไว้ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงถึงสถานะและบทบาทของไทยที่ประจักษ์ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่ง  OECD สนับสนุนให้ประเทศผู้ให้ต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือที่เกณฑ์ร้อยละ 0.7 ของ GNI

จากข้อมูล ODA  ปัจจุบันในฐานข้อมูลของ OECD พบว่า ประเทศไทยเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความร่วมมือทางวิชาการกับต่างประเทศ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มิติด้านการรับของไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัดและทวีบทบาทการเป็นผู้ให้มากขึ้น โดย

          การรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศของไทย ประเทศไทยรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการจากแหล่งความร่วมมือต่างประเทศต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2489   จุดมุ่งหมายหลักเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งในรูปโครงการ ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ โดยแหล่งความร่วมมือที่สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหประชาชาติ แคนาดา สหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศต่างๆ  เป็นต้น จนกระทั่งในช่วงปลายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีการขยายตัวในอัตราที่สูงและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10.5 ต่อปี  ในขณะเดียวกันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยได้ปรับตัวนลักษณะเปิดกว้างเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนานาชาติมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่า ระดับการพัฒนาของประเทศไทยได้มีการพัฒนาขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง (Graduate) เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ด้วยกัน  ทำให้นโยบายของแหล่งผู้ให้บางประเทศได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการให้ความร่วมมือกับประเทศไทย เป็นลักษณะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนามากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังคงรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากประเทศ/องค์การระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นเลิศในสาขาที่มีความจำเป็นต่อการประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในสาขาต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถในสาขาต่าง ๆ ของประเทศ ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นหรือสามารถบรรลุพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบความตกลงความร่วมมือทางวิชาการที่มีอยู่ โดยเฉพาะจาก ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และประเทศที่สำคัญ ๆ อื่น ๆ

 

 

          สำหรับสถานะการเป็นผู้ให้นั้น ประเทศไทยมีฐานะเป็นผู้ให้ตั้งแต่ปี 2498 แต่ความร่วมมือในระยะแรกยังมีไม่มากนัก จำกัดเฉพาะการจัดหลักสูตรศึกษาฝึกบอรมดูงานให้แก่ผู้รับทุนขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศกำลังพัฒนา จนกระทั่งปี 2534 รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะสืบต่อนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิภาคอินโดจีน จากสนามรบเป็นสนามการค้าที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ โดยการเพิ่มงบประมาณการให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านจากเดมิ 25 ล้านบาท ในปี 2534 เป็น 175 ล้านบาท ในปี 2535 และ 203 ล้านบาท ในปี 2536 ตามลำดับ และรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของประเทศไทยก็เริ่มเป็นการให้ในลักษณะโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยผู้เชี่ยวชาญ   เป็นต้น

          การที่ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศและสั่งสมประสบการณ์การใช้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศมากว่า 40 ปี เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ประเทศไทยแสดงบทบาทในการให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่สำคัญเป็นปัจจัยให้ประเทศไทยได้แสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยต้องยึดมั่นปฏิบัติตามพันธกิจที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกพันระหว่างประเทศตามวาระโลก (Global Agenda) ประเด็นที่ประชาคมนานาชาติกำหนด (Global Issues) และนโยบายของรัฐบาลด้านการต่างประเทศมุ่งเน้นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ จึงทำให้การให้เป็นภารกิจสำคัญหนึ่งที่เสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในด้านต่าง ๆ ที่หลายประเทศให้การยอมรับ จะเห็นได้จากการดำเนินงานความร่วมมิอเป็นเวลาหลายทศวรรษ ในหลากหลายรูปเเบบเเละสาขา ในอนุภูมิภาคเเละภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กลุ่มประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มประเทศในเอเซียตะวันออกเเละเเปซิฟิก กลุ่มประเทศในเอเซียใต้ กรอบความร่วมมือ เช่น ACMECS GMS ประเทศในกลุ่ม CIS เเละยุโรปตะวันออก ละตินอเมริกา เเละเเคริบเบียน รวมถึงเเอฟริกา

          ในด้านเงินกู้ผ่อนปรน (Soft Loan)  นั้น สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)  มีบทบาทรับผิดชอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในส่วนของความช่วยเหลือทางการเงิน NEDA  ได้มีความร่วมมือในด้านการเงินใน ๗ ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ภูฏาน ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต

 

ยังไม่มีข้อมูลในขณะนี้